27 มีนาคม 2568 : ดร.อภิสิทธิ์ อนันตนาถรัตน กรรมการและประธานคณะผู้บริหาร บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ BKI เปิดเผยถึงเป้าหมายการดำเนินงานปี 2568 ว่า ปีนี้จะเป็นก้าวย่างครั้งสำคัญที่จะสร้างโอกาสใหม่ในการขยายธุรกิจให้เติบโตไปข้างหน้าอย่างแข็งแกร่งและมั่นคง พร้อมยกระดับองค์กรให้ก้าวล้ำไปอีกขั้น ภายใต้แนวคิด Distinguished Excellence มุ่งสร้างความเป็นเลิศที่โดดเด่นและแตกต่าง ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ตอบโจทย์วิถีชีวิตของคนยุคใหม่ ควบคู่กับการสร้างสรรค์นวัตกรรมด้านการบริการที่ตรงใจ นำเทคโนโลยีและดิจิทัลโซลูชันมาเสริมประสิทธิภาพการดำเนินงาน พร้อมพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้และความสามารถรอบด้าน
สำหรับทิศทางการดำเนินงานในปี 2568 กรุงเทพประกันภัยได้ตั้งเป้าหมายด้วยเบี้ยประกันภัยรับรวมที่ 34,200 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 8.0 แบ่งเป็นเบี้ยประกันภัยรถยนต์ 14,700 ล้านบาท และเบี้ยประกันภัยที่ไม่ใช่ประกันภัยรถยนต์หรือ Non-Motor 19,500 ล้านบาท โดยบริษัทฯ มุ่งมั่นที่จะขยายธุรกิจด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล ยกระดับผลิตภัณฑ์และบริการให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุด ทั้งในด้านความสะดวก รวดเร็ว และความพึงพอใจสูงสุดในทุกการบริการ
เมื่อเทียบกับผลการดำเนินงานในปี 2567 (ม.ค.-ธ.ค.) บริษัทฯ มีเบี้ยประกันภัยรับรวม 31,736.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.1 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีผลกำไรสุทธิจากการรับประกันภัยหลังหักค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานแล้ว 1,871.0 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 9.6 ส่วนกำไรจากการลงทุนสุทธิเท่ากับ 1,799.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 38.5 ทำให้บริษัทฯ มีกำไรก่อนหักค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ 3,670.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.9 และมีกำไรสุทธิ 3,059.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.5 คิดเป็นกำไรต่อหุ้นขั้นพื้นฐาน 28.74 บาท และบริษัทฯ ยังคงสามารถรักษาอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงินในระดับสูงหรือ Credit Rating A- (Stable) (ณ ต.ค. 67) โดย Standard & Poor’s (S&P) สถาบันการจัดอันดับทางการเงินชั้นนำของโลกได้อย่างต่อเนื่อง
ปัจจุบันกรุงเทพประกันภัยเป็นบริษัทย่อยที่สร้างรายได้หลักให้แก่ บริษัท บีเคไอ โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BKIH ซึ่งประกอบธุรกิจผ่านการถือหุ้นในบริษัทอื่น (Holding Company) โดยมุ่งลงทุนในธุรกิจหลักด้านการประกันภัยและธุรกิจอื่นที่หลากหลายและมีศักยภาพ สำหรับผลการดำเนินงานในปี 2567 (ม.ค.-ธ.ค.) บีเคไอ โฮลดิ้งส์ มีรายได้รวม 23,422.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.8 เมื่อเปรียบเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน โดยมีรายได้จากการรับประกันภัย 21,481.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.9 และมีรายได้จากการลงทุน 1,940.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 39.0
โดยปี 2567 มีผลกำไรสุทธิจากการดำเนินงาน 1,854.8 ล้านบาท และรายได้สุทธิจากการลงทุนเท่ากับ 1,802.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 38.7 ทำให้มีกำไรก่อนหักค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ 3,657.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.6 และมีกำไรสุทธิเท่ากับ 3,046.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.1 คิดเป็นกำไรต่อหุ้นส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้น 28.61 บาท สำหรับการจัดสรรเงินปันผลในปี 2567 บริษัทฯ จัดสรรเงินปันผลระหว่างกาลไปแล้วอัตราหุ้นละ 11.25 บาท และในงวดสุดท้ายของปี 2567 ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทเสนอให้จ่ายเงินปันผล หุ้นละ 5.75 บาท รวมจ่ายเงินปันผลทั้งปี 2567 ในอัตราหุ้นละ 17 บาท โดยมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ร้อยละ 5.84
ดร.อภิสิทธิ์ กล่าวเพิ่มเติมถึงการรับประกันรถ EV บริษัทฯ มีเบี้ยประกันรับเพียง 215 ล้านบาท คิดเป็น 7,000 คัน ซึ่งเมื่อเทียบกับทั้งระบบมีรถยนต์ EV ประมาณ 1.6 แสนคัน โดยสามารถบริหารสินไหมทดแทนได้ดีไม่ขาดทุน สาเหตุหนึ่งอาจจะเป็นเพราะว่าไม่ได้มุ่งเน้นขยายตลาดประกันรถ EV ขณะที่เบี้ยประกันก็มีราคาสูงกว่าบริษัอื่นๆ ประมาณ 10-20% ซึ่งลูกค้าที่มีอยู่นั้นเป็นกลุ่มที่มีความเข้าใจและไม่ได้ใช้ราคาเบี้ยประกันเป็นตัวตัดสินแต่ที่เขาเลือกทำประกันกับกรุงเทพประกันภัย เพราะมีความมั่นใจในบริการและการบริการด้านการเคลม ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มรถ Luxury car เช่น Mercedes-Benz, BMW, TESLA, Porsche เป็นต้น ซึ่งยอดการต่ออายุรถยนต์ประมาณ 78-80%
ดังนั้น จะเห็นได้ว่าปัจจุบันรถ EV จะมีปัญหาด้านการซ่อมโดยเฉพาะแบตเตอร์รี่ ที่เป็นหัวใจสำคัญของรถ และศูนย์ซ่อมบริการในประเทศไทยยังไม่มีความชำนาญ ดังนั้นบริษัทฯ จึงมีนโยบายที่จะยกระดับการบริการด้านการซ่อมรถ EV ให้มากขึ้น จึงจะเร่งพัฒนาศูนย์ซ่อมรถยนต์ EV ของอู่ทั่วไป (General Garage) ให้สามารถซ่อมรถ EV ได้ โดยต้องมีช่างที่ชำนาญงานด้านนี้ที่สามารถการันตีได้ตามมาตรฐานสากล ขณะนี้บริษัทฯ กำลังศึกษาและเจรจากับนักลงทุนที่มีประสบการณ์และมีความเชี่ยวชาญจากประเทศจีน ที่อยากจะเปิดอู่ซ่อมรถในประเทศไทย โดยไม่ได้มาแข่งขันกับศูนย์หรือดีลเลอร์ แต่มาดีไซด์ราคาการซ่อมให้ย่อมเยาว์ลงมา ซึ่งในส่วนนี้จะดำเนินการลงทุนโดย BKI Holding
"การแข่งขันด้านราคาของรถยนต์ EV ขณะนี้น่ากลัวเพราะรถมือสอง ไม่มีใครต้องการที่จะซื้อ เนื่องจากรถป้ายแดงเองก็ลดราคาลงอย่างต่อเนื่อง ถ้าหากรถชนแล้วต้องรออะไหล่เป็นเวลานาน จึงเป็นห่วงหากบางคนคิดที่จะทำการฉ้อฉลประกันภัย และสร้างสถานการณ์กระทำอันไม่สุจริตต่อรถยนต์ (Moral Hazard) ได้ อาทิ ขับรถลงน้ำเพื่อให้บริษัทประกันจ่าย ซึ่งในอดีตเคยมีการจัดฉากชน แล้วมาให้บริประกันภัยจ่าย ในรถยนต์สันดาป" ดร.อภิสิทธิ์กล่าวเสริม
ทางด้าน นางสาวปวีณา จูชวน ผู้อำนวยการใหญ่ กล่าวว่า กรุงเทพประกันภัยให้ความสำคัญกับการดูแลลูกค้าในทุกมิติ เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ดีและสร้างความประทับใจ โดยบริษัทฯ ได้นำเทคโนโลยี AI มาประยุกต์ใช้ในหลากหลายด้าน เพื่อยกระดับการบริการสู่การเป็น “Service Excellence” ให้ลูกค้าได้รับความพึงพอใจสูงสุด ดังต่อไปนี้
RPA (Robot Process Automation) เทคโนโลยีที่บริษัทฯ ใช้มาตั้งแต่ปี 2562 เพื่อช่วยให้ระบบทำงานอัตโนมัติ ตลอด 24 ชั่วโมง โดยเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดขั้นตอนซ้ำซ้อนและข้อผิดพลาด ส่งผลให้สามารถบริการลูกค้าได้อย่างรวดเร็วและมีคุณภาพ โดยในปี 2568 นี้ บริษัทฯ ได้นำเทคโนโลยี RPA และ AI OCR (Optical Character Recognition) เข้ามาใช้ร่วมกัน ซึ่งจะเพิ่มขีดความสามารถของระบบงานต่างๆ ภายในองค์กรได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้บุคลากรได้มีเวลาทำงานเพิ่มขึ้น และมุ่งเน้นไปยังงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ การวิเคราะห์ และการติดต่อกับลูกค้า รวมถึงเป็นการส่งเสริมด้านการพัฒนาทักษะใหม่ๆ ซึ่งจะสร้างมูลค่าเพิ่มให้องค์กร โดยบริษัทฯ จะนำ RPA และ AI OCR มาใช้ในหลายส่วน อาทิ ขั้นตอนการออกกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ การออกใบสั่งงาน และการเปิดเคลม ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดการทำงานได้ 450,000 Transactions ต่อปี และลดชั่วโมงการทำงานได้ถึง 35,160 ชั่วโมงต่อปี
AI OCR (Optical Character Recognition) เทคโนโลยีที่สามารถแปลงภาพหรือแปลงเอกสารเป็นข้อความดิจิทัลแบบอัตโนมัติ โดยนำระบบ AI เข้ามาช่วยทำความเข้าใจและตีความในภาษาแบบอัตโนมัติเพื่อนำข้อมูลจากภาพและเอกสารไปใช้ในกระบวนการทำงานต่อไปได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว ซึ่งจะช่วยให้กระบวนการที่เคยใช้เวลาและแรงงานมาก เป็นการทำงานที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยบริษัทฯ ได้นำ AI OCR มาใช้ในหลายด้าน เริ่มจากฝ่ายบัญชีและการเงิน เช่น ใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ ใบลดหนี้ และเอกสารอื่นๆ ซึ่งช่วยลดเวลาการทำงาน ลดข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นจากการป้อนข้อมูลด้วยมือ พร้อมทั้งช่วยให้การจัดการข้อมูลมีความแม่นยำและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น โดยคาดว่าภายในปี 2568 จะสามารถช่วยจัดการเอกสารต่างๆ ได้ 327,119 แผ่นต่อปี และลดชั่วโมงการทำงานได้ 16,356 ชั่วโมงต่อปี
AI Agent รับแจ้งอุบัติเหตุที่ไม่เร่งด่วน (เคลมแห้ง) และให้บริการตอบคำถามเกี่ยวกับข้อมูลทั่วไป เช่น ขั้นตอนการเคลม การจ่ายสินไหมทดแทน โดยคาดว่าจะมีจำนวน 235,000 สายต่อปี ซึ่งจะช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงบริการได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องรอสายเป็นเวลานาน นอกจากนี้ ยังช่วยลดภาระงานซ้ำซ้อนของเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริการลูกค้า ช่วยลดอัตราสายที่พลาดการติดต่อ และเพิ่มประสบการณ์การให้บริการที่ราบรื่นและพึงพอใจแก่ลูกค้า โดยเฉพาะลูกค้าที่มีความจำเป็นเร่งด่วนในการแจ้งอุบัติเหตุที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนั้น
AI ช่วยอนุมัติการซ่อมรถได้รวดเร็ว บริษัทฯ ได้นำ AI มาใช้ในกระบวนการอนุมัติการจัดซ่อมรถยนต์ของอู่ สำหรับกรณีที่มีวงเงินไม่เกิน 10,000 บาท ได้ภายใน 1 วัน ทำให้อู่ซ่อมสามารถเริ่มงานซ่อมได้ทันที และช่วยลดระยะเวลาการรอคอยของลูกค้า Self-Service Analytics เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้พนักงานสามารถเข้าถึง วิเคราะห์ และใช้ข้อมูลได้ด้วยตนเอง เนื่องจากมีการออกแบบให้ใช้งานง่าย ไม่จำเป็นต้องมีทักษะด้านเทคนิคสูง โดยจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน สนับสนุนการตัดสินใจที่แม่นยำและรวดเร็ว ลดความผิดพลาดจากการวิเคราะห์ข้อมูลที่ล่าช้าหรือไม่ครบถ้วน นอกจากนี้ ยังช่วยเพิ่มความคล่องตัวและส่งเสริมวัฒนธรรมการใช้ข้อมูลภายในองค์กร เพิ่มความโปร่งใสในการบริหารจัดการข้อมูล และทำให้เข้าใจพฤติกรรมลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น เพื่อนำไปพัฒนาแนวทางการให้บริการเฉพาะบุคคล รวมถึงกำหนดกลยุทธ์ทางการตลาดที่เหมาะสมต่อไป
AI เสริมความแข็งแกร่งให้ระบบ Cyber Security บริษัทฯ ได้นำ AI มาช่วยตรวจจับและป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์แบบเรียลไทม์ โดยเรียนรู้จากข้อมูลจำนวนมากเกี่ยวกับพฤติกรรมที่เป็นสัญญาณอันตราย ทำให้สามารถระบุภัยคุกคามได้ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของการโจมตี ลดความเสี่ยงและป้องกันการละเมิดความปลอดภัยอย่างมีประสิทธิภาพ โดยถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้การตรวจจับ วิเคราะห์ และป้องกันภัยไซเบอร์เป็นไปอย่างรวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ เพื่ออำนวยความสะดวกสูงสุดให้แก่ลูกค้า บริษัทฯ ได้พัฒนากระบวนการจ่ายสินไหมทดแทนให้รวดเร็วยิ่งขึ้น ในกรณียื่นคำร้องการเคลมสินไหมทดแทนรถยนต์ที่บริษัทฯ วงเงินไม่เกิน 10,000 บาท และมีเอกสารครบถ้วน จะได้รับเงินสินไหมทดแทนเป็นเงินสดภายใน 20 นาที ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเคลมลักษณะนี้ประมาณ 70% ส่วนอีกกว่า 20% เป็นเคลมใหญ่ สำหรับค่าสินไหมทดแทนที่ลูกค้าต้องการให้โอนเงินเข้าบัญชีจะได้รับภายใน 3 วันทำการ และในอนาคตยังมีแผนขยายช่องทางการจ่ายผ่าน e-Wallet เพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ดิจิทัลของคนยุคใหม่อีกด้วย
นอกจากนี้ กรุงเทพประกันภัยเตรียมเปิดตัวแอปพลิเคชัน Bangkok Insurance โฉมใหม่ ที่ออกแบบมาให้ใช้งานง่าย ทันสมัย เป็นมิตรและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ดิจิทัล พร้อมทำหน้าที่เป็น One-Stop Pocket Service ดูแลลูกค้าให้เข้าถึงบริการประกันภัยได้ทุกที่ ทุกเวลา ซึ่งมีการพัฒนาฟีเจอร์มาเพื่อรองรับพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่โดยเฉพาะ เช่น
- Video Claim แจ้งเคลมรถยนต์ผ่านวิดีโอคอลกับเจ้าหน้าที่
- ส่งพิกัดแจ้งสถานที่รถเกิดอุบัติเหตุ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ช่วยเหลือได้รวดเร็ว
- Tracking ติดตามสถานะเคลมสินไหมทดแทน
- ต่ออายุกรมธรรม์และชำระเบี้ยประกันภัยได้ทันที
- แจ้งเตือนเฉพาะบุคคล เช่น ต่ออายุกรมธรรม์เมื่อใกล้ครบกำหนด แจ้งเตือนการใช้สิทธิลดหย่อน ภาษีประจำปี
- ค้นหาอู่ซ่อมรถ/โรงพยาบาล ที่อยู่ในเครือข่ายได้ง่ายๆ
- เพิ่มช่องทางการชำระเงินให้ลูกค้าสะดวกยิ่งขึ้น
กรุงเทพประกันภัยมุ่งมั่นยกระดับศักยภาพของพนักงานให้ก้าวทันโลกยุคดิจิทัล ผ่านการสร้างการรับรู้และพัฒนาทักษะด้าน AI เพื่อให้พนักงานสามารถนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในกระบวนการทำงาน พร้อมสร้างโอกาสในการเรียนรู้ และต่อยอดสู่การพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ไปพร้อมกับการพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้และความสามารถรอบด้าน เพื่อก้าวสู่การเป็น “People Excellence”
โดยในปี 2568 บริษัทฯ มีแผนจะจัดกิจกรรมและโครงการด้าน AI ตลอดทั้งปี เริ่มต้นด้วย AI Talk ซึ่งเป็นเวทีสัมมนาที่เชิญผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีชื่อดังมาร่วมถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ พร้อมเผยแนวโน้มของเทรนด์ AI ในโลกธุรกิจ ซึ่งกิจกรรมนี้จัดขึ้นครั้งแรกเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากพนักงาน จึงได้ขยายการเรียนรู้ด้วยการจัดอบรม AI Training ให้พนักงานตามทักษะและหน้าที่ความรับผิดชอบของแต่ละบุคคลและหน่วยงาน จากนั้นบริษัทฯ เตรียมจัดกิจกรรม AI Day ซึ่งเป็นงานแสดงนวัตกรรมด้าน AI โดยมีบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำมาร่วมนำเสนอเทคโนโลยีล้ำสมัยยังเป็นเวทีที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และการทำงานเป็นทีม ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาการทำงานและเกิดผลลัพธ์ที่ดีไปสู่ลูกค้าและคู่ค้าของบริษัทฯ
พร้อมกันนี้ นางสาวลสา โสภณพนิช ผู้อำนวยการใหญ่ กล่าวถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ว่าบริษัทฯ ได้สร้างสรรค์ประกันภัยใหม่อย่างต่อเนื่อง พร้อมนำเสนอความคุ้มครองที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าและวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผ่านกลยุทธ์ Lifestyle Insurance ที่สามารถตอบโจทย์ทุก Pain Point ของลูกค้า เพื่อนำไปสู่การเป็น “Product Excellence”
บริษัทฯ จึงพัฒนาแผนประกันภัยโรคร้ายแรง ที่ให้ความคุ้มครองครอบคลุมโรคสำคัญ อาทิ โรคอัลไซเมอร์ โรคพาร์กินสัน โรคหลอดเลือดสมองแตกหรืออุดตัน โรคไตวายเรื้อรัง โรคสมองอักเสบจากเชื้อไวรัส และโรคเบาหวาน ด้วยความคุ้มครองตั้งแต่ 100,000 - 1,000,000 บาท เมื่อตรวจพบโรคร้ายแรงดังกล่าวเป็นครั้งแรก พร้อมเงินชดเชยรายวันเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในช่วงที่ต้องหยุดพักรักษาตัว ซึ่งแผนประกันภัยนี้ออกแบบมาเพื่อช่วยเพิ่มความอุ่นใจแม้ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด ด้วยเบี้ยประกันภัยเริ่มต้นเพียง 1,600 บาทต่อปี
รวมไปถึงยังพัฒนาแผนประกันภัยการเดินทาง Travel Delight Plus โดยเพิ่มความพิเศษยิ่งขึ้น ด้วยความคุ้มครองสำหรับผู้เดินทางที่มีสัตว์เลี้ยง (สุนัขและแมว) เพื่อรองรับเทรนด์ Pet Humanization ที่ผู้คนให้ความสำคัญกับสัตว์เลี้ยงและร่วมเดินทางด้วยกันมากขึ้น ซึ่งจะครอบคลุมกรณีการได้รับบาดเจ็บของสัตว์เลี้ยง ขณะร่วมเดินทางในต่างประเทศไปกับผู้เอาประกันภัย โดยมีวงเงินคุ้มครอง 10,000 บาท/ตัว/ครั้ง เเละในกรณีเสียชีวิตจะได้รับความคุ้มครอง 10,000 บาท/ตัว/ครั้ง นอกจากนี้ ยังให้ความคุ้มครองกรณีฝากสัตว์เลี้ยงไว้ที่โรงแรมสัตว์เลี้ยงหรือศูนย์รับฝากเลี้ยง หากเกิดเหตุเที่ยวบินล่าช้าจนทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในการฝากเลี้ยงที่ไทยประกันภัยสำหรับบ้านหรู 20-50 ล้านบาท
ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ระดับพรีเมียม พร้อมเจาะกลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูง บริษัทฯ เตรียมพัฒนากรมธรรม์ประกันภัยสำหรับบ้านอยู่อาศัยที่มีมูลค่า 20-50 ล้านบาท สำหรับเจ้าของบ้านที่ต้องการความคุ้มครองแบบครบครัน โดยจะเพิ่มความคุ้มครองทรัพย์สินมีค่า ความสูญเสียหรือเสียหายของ Solar Rooftop และอุปกรณ์บ้านอัจฉริยะ ซึ่งให้ความคุ้มครองการกู้ข้อมูลที่เชื่อมต่อกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ นอกจากนี้ ยังครอบคลุมประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล พร้อมบริการเสริม Nursing at Home ดูแลช่วงพักฟื้นโดยบุคลากรทางการแพทย์ซี่งจะมาดูแลลูกค้าถึงบ้าน
นางสาวลสากล่าวต่อไปว่า ทางด้านประกันรถยนต์ ปัจจุบันประกันภัยรถยนต์ 2+ ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยความคุ้มครองที่ตรงใจในราคาที่คุ้มค่า โดยหลังจากแผนประกันภัยรถยนต์ 2+ Super Special ของกรุงเทพประกันภัยเปิดตัวในปี 2566 ล่าสุดมียอดขายเติบโตขึ้นถึง 3 เท่า และเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ในปี 2568 บริษัทฯ จะขยายเงื่อนไขการรับประกันภัยให้ครอบคลุมรถยนต์ที่มีอายุรถสูงสุด 25 ปี จากเดิมคุ้มครอง 20 ปี ซึ่งปีที่ผ่านมารถยนต์กลุ่มนี้มีเบี้ยประกันประมาณ 270 ล้านบาท เติบโต 15%
นอกจากนี้ ยังเตรียมปรับปรุงแผนประกันภัยรถยนต์ประเภท 3+ ให้สอดรับกับสภาวะเศรษฐกิจ ตอบโจทย์ลูกค้าที่กำลังมองหาทางเลือกอื่นๆ นอกเหนือจากประกันภัยรถยนต์ประเภท 1
กรุงเทพประกันภัยยังคงมุ่งมั่นในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทุกกิจกรรมในห่วงโซ่คุณค่าที่บริษัทฯ จะส่งมอบให้แก่ลูกค้า คู่ค้า และผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม รวมถึงสังคมและสิ่งแวดล้อมให้ได้รับผลกระทบเชิงบวกจากกระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ และกิจกรรมทางธุรกิจต่างๆ พร้อมกับการใช้ศักยภาพความรู้และความเชี่ยวชาญของบริษัทฯ เพื่อส่งเสริมสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีแผนจะดำเนินการโครงการใหม่ๆ ในปี 2568 ดังนี้
กรมธรรม์ประกันภัยบ้านอยู่อาศัยที่ให้ความคุ้มครองค่าใช้จ่ายวัสดุก่อสร้างที่เป็นวัสดุ Green บริษัทฯ กำลังพัฒนากรมธรรม์ประกันภัยบ้านอยู่อาศัยแบบพิเศษ ที่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับวัสดุก่อสร้างแบบ Green ซึ่งมีราคาสูงกว่าวัสดุปกติราว 30-40% รวมถึงค่าติดตั้งที่แพงกว่า เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าที่ต้องการซ่อมแซมบ้านด้วยวัสดุรักษ์โลก ซึ่งเบี้ยประกันภัยจะเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยจากกรมธรรม์ประกันภัยบ้านอยู่อาศัยแบบปกติ
กรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล ราคาประหยัด สำหรับผู้มีรายได้น้อย ซึ่งเข้าถึงประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคลแบบปกติได้อย่างจำกัด พร้อมเพิ่มความคุ้มครองค่าปลงศพ เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัว
การเข้าสำรวจภัยและปรับปรุงความเสี่ยงภัยแก่โรงเรียน บริษัทฯ ได้นำความเชี่ยวชาญด้านการสำรวจและให้คำปรึกษาด้านความเสี่ยงภัย โดยทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญและเทคโนโลยีที่ทันสมัย เข้าไปประเมินความเสี่ยงภัยและดำเนินการปรับปรุงด้านความปลอดภัยให้แก่โรงเรียน พร้อมจัดอบรมให้ความรู้แก่ครูและนักเรียนเกี่ยวกับการลดและป้องกันความเสี่ยงภัย เพื่อเสริมสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น นอกเหนือจากการปรับภูมิทัศน์ภายในโรงเรียนให้มีสุขอนามัยที่ดี
การสำรวจภัยอู่ซ่อมในสัญญาของบริษัทฯ ในต่างจังหวัด หลังจากดำเนินการสำรวจและปรับปรุงความเสี่ยงภัยให้แก่อู่ซ่อมรถยนต์ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลแล้ว บริษัทฯ มีแผนขยายการสำรวจไปยังอู่ซ่อมในต่างจังหวัด โดยทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งได้มีการจัดอบรมให้ความรู้แก่อู่ซ่อมเกี่ยวกับแนวทางการซ่อมรถที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและการป้องกันการเกิดอัคคีภัย เพื่อเป็นหลักประกันความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจของอู่ซ่อมในสัญญา ลดความเสี่ยงความเสียหายต่อรถยนต์ของลูกค้าขณะรอซ่อม ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นว่าการซ่อมรถยนต์ของลูกค้าจะไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน
การจูงใจให้ลูกค้าของบริษัทฯ มีพฤติกรรมการดูแลสุขภาพที่ดี ด้วยการมอบส่วนลดเบี้ยประกันภัยหรือ Gift Voucher แก่ลูกค้าที่ซื้อประกันภัยสุขภาพ ทั้งลูกค้าใหม่และลูกค้าต่ออายุ เมื่อแสดงหลักฐานการฉีดวัคซีนต่างๆ เช่น ไข้หวัดใหญ่ มะเร็งปากมดลูก บาดทะยัก ไข้เลือดออก หรือแสดงผลตรวจสุขภาพประจำปีที่มีค่าสุขภาพต่างๆ อยู่ในเกณฑ์ปกติ การให้ลูกค้าของบริษัทฯ มีส่วนร่วมในการบริจาคเงินแก่องค์กรการกุศล โดยลูกค้าที่ซื้อกรมธรรม์ประกันภัยโรคมะเร็งกับบริษัทฯ โดยตรง หรือผ่านเคาน์เตอร์ธนาคารกรุงเทพ จะมีส่วนร่วมในการบริจาคเงิน 50 บาทต่อกรมธรรม์ ให้แก่องค์กรการกุศล โดยไม่มีการปรับเพิ่มเบี้ยประกันภัยแต่อย่างใด ซึ่งได้เริ่มดำเนินการแล้วตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 ที่ผ่านมา